มาต่อ ยาวจัด..... ไปหนหนึ่งเขียนซะให้คุ้ม !! รูปไปกองกันท้าย blog นะคะ แทรกแล้วงงด้วยตัวเอง
 
ต่อจากตอนที่แล้ว
 

- กลับไปขนของเพื่อไปทำงานที่ Exhibition Hall ไปถึงแทบลมจับ เพราะบูธว่างเปล่าทั้งๆที่สั่ง Order มาตั้งแต่ก่อนมาเป็นอาทิตย์แล้ว วีน Organizersไล่จับเด็กช่างให้มาทำบูธให้เราสุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ หนีกลับไปนอนเฝ้าโทรศัพท์หลับไปตอนเที่ยงคืน

 

- ไม่รู้ว่าปีหน้าเขาจะเชิญประเทศไทยมาอีกหรือไม่ ? เพราะดูเหมือนตั้งแต่รุ่นที่แล้วถล่มออฟฟิส Organizers เพราะวีนแตกเรื่องบูท ปีนี้ฉันก็ไปวีนเขาอีก รู้สึก Thailand เรื่องมากยิ่งนัก (คือ เราถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ เราต้องการให้ออกมาดีที่สุด!)

 

- เลื่อนเก้าอี้ให้ท่านรองอธิบดีฯ นั่ง แต่ท่านบอกว่า “คุณไม่ต้องเอาใจผม! คนอย่างผมไม่ต้องการคนมาเอาใจ” ....... งั้นก็สวยเลยท่าน! ตลอดทริปนั้นเลยปล่อยให้ท่านทำบูธเป็นลูกมือคนหนึ่ง หิ้วกระเป๋าเอง รินน้ำ รินเหล้าให้เราด้วย ส่งจานกิมจิให้เรา ......สบายใจ 5555 (กลับมาเมืองไทยเล่าให้พวกพี่ๆในออฟฟิสฟัง เขาแกอนาคตมืดแน่ๆ บังอาจไปใช้งานรองอธิบดีฯ!)

 

- โทรศัพท์เปิด International Call แต่พอไปถึงแล้วกลับใช้ไม่ได้ เลยต้องวิ่งโร่ไปเช่าโทรศัพท์ที่สนามบิน วันละ 2,700 W ค่าโทรคิดเป็นวินาทีละ 110 W ค่าส่ง Message ถูกกว่า คนเกาหลีเลยนิยมส่ง Message มากกว่าโทรศัพท์ แต่ยังไม่คลั่งเท่าญี่ปุ่น ที่ขึ้นรถไฟฟ้าทีแต่ละคนก้มหน้าก้มตาอยู่กับโทรศัพท์

 

- ติดนิสัยชอบเอาตะเกียบแตะปาก เผอิญว่าตะเกียบเกาหลีมันเป็นโลหะ และเผอิญอีกว่าฉันเอาไปเขี่ยเนื้อย่างอยู่นาน พอเอามาแตะปาก ปากก็พองจนถึงเมืองไทย และ ณ บัดนาว์  2 – 3 วันแรกยังไม่รู้ตัว งงว่าตัวเองเป็นอะไรบางพองมีน้ำใสๆ นึกว่าแพ้อะไรหรือเปล่าฟ่ะนี่ แอบนอยด์

 

- สาวเกาหลีเสื้อผ้าหน้าผมเป๊ะมาก แต่ละนางเหมือนเดินออกมาจากแม็กกาซีนแฟชั่น หรือเพิ่งลงจากเวที Audition ของค่ายเพลงปั้นไอดอลที่ไหนสักที่ แฟชั่นหลากหลายมาก ประโคมกันเข้าไปไม่แคร์สื่อ กล้าแต่ง แต่ที่เห็นฮิตมากที่สุด คงจะเป็นกางเกงขาสั้นและเลคกิ้งดำ อวดเรียวขาสวยๆของพวกหล่อน และรองเท้าบูทสุด Chic

 

- สงสัยว่าเขาไม่หนาวกันหรือ ? น้องล่ามว่าพวกเธอใส่เลกกิ้งอย่างหนา บางคนก็ 3 ชั้นขึ้นไป

 

-   ที่ปูซานหาสาวสวยและหนุ่มหล่อได้ง่ายกว่าที่โซล แต่ละนางหน้าเรียบกริบ (ถมที่มาดี) กรีดอายไลน์เนอร์เป๊ะ ส่วนหนุ่มๆ สูงยาวมีชัยไปครึ่ง และเวลาใส่สูทที่ตัดได้เป๊ะมาก เพิ่มความหล่อขึ้นอีก 40%

 

- หนุ่มสาวเมืองปูซานควงกันเดินเป็นคู่ๆ แสดงความรักหวานแหววอย่างไม่แคร์สื่อ แต่ชายหาดยามค่ำคืนดึก มักจะเจอชายหนุ่มเป็นคู่ๆ หรือ สาวๆเป็นคู่ๆ เอ๊ะ!!??

 

- วันงานนิทรรศการผ่านไปอย่างถูไถ มีคนสนใจบูธเราพอสมควร ที่ Finale ก็ตรงมีหนุ่มน้อยหน้าใสขอสัมภาษณ์ลงรายการวิทยุในเมืองปูซานนี่แหละ ถามเรื่องบูธและเรื่องน้ำท่วมเมืองไทย ขอให้พูดในฐานะตัวแทนคนไทย (โวะ!!) รู้สึกตัวเองพูดอะไรงี่เง่ามาก ประเภทคนไทยไม่ยอมแพ้ Keep on Fighting. Thai foods are safety and best quality…blah…blah…blah… ขอโทษประชาชนไทยทุกท่านนะคะ (หวังว่าเขาคงตัดออกไปไม่เอาไปออกอากาศ -__-“)

 

- ได้ไปดูงานหมู่บ้านชาวประมงเกาหลี ตื่นตาตื่นใจกับทรัพยากรสัตว์น้ำของเกาหลีว่าช่างอุดมสมบูรณ์เหลือเกิน แถมยังกินอะไรคล้ายๆไทยเราเสียอีก มีการหมักน้ำปลา ทำปลาหมักที่หน้าตาช่างคล้ายปลาร้า ปลาแห้ง ฯลฯ

 

- คนเกาหลีกินสัตว์น้ำแทบทุกอย่าง แม้แต่หอยเจดีย์ตัวเล็กๆจิ๋วๆ (ทดลองกินแล้ว เนื้อนิดเดียว ไม่รู้กินเพื่อ ?!)  หอยเกาะหินโสโครกชายฝั่ง และดอกไม้ทะเล ขำป้าคนหนึ่ง หาหอยริมน้ำแบบเอาสวิงไปช้อนๆพวกหอยที่เกาะริมฝั่งเอาง่ายๆแบบนั้น เราแซวแกว่าเป็นประมงชายฝั่งของแท้เลย

 

- พยายามจะถ่ายรูปป้าขายหอย และตัวไหมต้มเกลือ นึกถึงรถเข็นขายแมลงบ้านเรา คนเกาหลีแต่งตัวดีแค่ไหนก็แวะซื้อไปกินกัน แต่แบตหมดทุกที!

 

- อาหารเสียบไม้คนยังยืนรุมกินกันตรึม ไม้ละ 500 – 1000 W อยากเข้าไปลองกินมั่ง น้องล่ามบอกว่าน้ำซุปมันเป็นแบบใช้เวียน ไม่สะอาดอย่าเสี่ยงดีกว่า (=__=)”

 

- APEC Hill วิวสวยมาก มีสะพานแขวนให้ข้ามสั้นๆ พร้อมป้ายห้ามเขย่า โยก สั่น แต่ปรากฏว่าเกือบทุกคนที่ข้ามดันพยายามเขย่า กระทืบ โยก สะพานกันอย่างเมามันส์ ! (ภาวนาให้สะพานมันพังตกลงไปกันให้หมดจะยืนหัวเราะให้ฟันร่วงตรงนั้น) เอ๊ะ! หรือว่าฉันอ่านป้ายผิด มันบอกว่า เชิญโยก กระทืบ เขย่าตามอัธยาศัย ?!

 

- มีรูปปั้นองค์หญิงสักคนที่จะมานั่งโศกกาอาดูรบ้านเกิดอยู่แถวนี้ มีตำนานว่าเธอเป็นชาวเล พออภิเษกมาเป็นมเหสีพระราชาก็คิดถึงบ้าน มาแอบนั่งมองทะเลอยู่ตรงนี้บ่อยๆ มองทำเลที่เธอลงไปนั่งทำมิวสิคทำให้คิดว่าชีต้องสำเร็จวิชาตัวเบาหรือสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกมาก เพราะต้องข้ามหินโสโครกและคลื่นหัวแตกพอสมควรก่อนไปนั่งสวยบนโขดหินได้สำเร็จ

 

- Entry นี้เกือบจะไม่ได้เขียน ถ้าฉันไม่เจอเหตุการณ์นี้เสียก่อน เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งได้เลิกงานไวกว่าปกติก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน และได้ปล่อยน้องล่ามให้ไปเจาะแจะกับหนุ่มๆแล้ว วันนั้นเลยได้เดินเล่นก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เดินลัดริมทะเลที่คนเดินคึกคักไปจนถึงเนินกษัตริย์ซูซอน หรือปัจจุบันเรียกบริเวณนี้ว่า APEC Hill แล้วทีนี้ เผอิญว่านอกเส้นทางเดินหลัก มันมีศาลาสไตล์เกาหลีตั้งอยู่บนเนิน เลยปีนขึ้นไปดู ตอนนั้นมันก็มืดแล้ว พอขึ้นไปก็ปรากฏว่าทางเดินขึ้นไปอีก เป็นป่า Camellia Japonica หรือทราบในนามที่นักอ่านการ์ตูนตาหวานญี่ปุ่นว่า Tsubaki – san (ดอกไม้ที่เอาไปทำแชมพูสระผมและน้ำมันบำรุงผิวนั่นแหละ) ออกดอกกระหรอมกระแหรม แต่ยังน่าตื่นตาตื่นใจกับดอกไม้ประเภทนี้อยู่ดี จะจับจะทั้งทึ้งจะดมยังไงก็ได้ ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ พอรู้ตัวอีกทีเหมือนหลงป่าฮะ ป่าสึบากิทึบแสงรำไร เปลี่ยวโคตร จะเดินกลับลงไปก็คิดว่าเดินไปอีกหน่อยคงถึงทางสว่าง (นิสัยเสียอย่างหนึ่งของฉันคือ เวลาหลงทางมักจะมุ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ มากกว่าย้อนกลับ) เลยปีนขึ้นไปเรื่อยๆ นั่งพักเป็นระยะ ๆ ไฟยังส่องสว่างตามทางเดินปูหินแต่มันเป็นไฟแบบแสงเดือน พอพ้นป่าสึบากิก็เจอเหมือนอนุสารีย์กษัตริย์ชูซอน พร้อมหอแบบเกาหลีๆ วังเวงวิเวกวิเหวโหว๋ นั่งพักสักแป๊บก็เดินหน้าต่อ คราวนี้เป็นทางลงแล้วชักจะใจชื้น แต่ปรากฏว่ามันชันมาก กลายเป็นว่าต้องวิ่งลงกุ๊บๆๆๆๆ นึกถึงว่าถ้าไม่ใช่รองเท้าผ้าใบมา disbreak ไม่ดีขนาดนี้ คงกลิ้งกลุกๆๆๆๆๆ ลงไปตีนเขาแน่ๆ ตอนนี้แอบคิดหน่อยๆว่าช่างอารมณ์เหมือนปีนขึ้นเนิน Memorial Foreign ที่ Yokohama ตอนนั้นเปลี่ยวมาก นึกถึงหนังผีซะงั้น ระหว่างที่วิ่งกรุบๆๆๆๆ ลงจากเนินเพราะไม่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลกได้ ก็เห็นป้าคนหนึ่งและน้องหมาตัวเล็กๆน่ารักนั่งๆนอนๆอยู่ที่ม้านั่งริมทาง พอฉันผ่านพ้นช่วงชันแสร่ดดดด (ชนิดต้องวิ่งรักษาสมดุล) ป้าแกก็พูดอะไรบางอย่าง ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าแกพูดด้วย ก็เดินไปเรื่อยๆ (หอบๆ) จนป้าจูงน้องหมาวิ่งตามมา ปากยังพูดไม่หยุด ชักรู้สึกตัวว่าป้าต้องพูดกับฉัน เพราะตอนนั้นกลางป่ามีเราแค่ 2 คน! พอหันไปมองถนัดๆถึงรู้ได้ว่าคือป้าที่ฉันแอบนั่งมองลวนลามน้องหมาที่ประภาคารตรงก่อนที่ฉันจะปีนขึ้นไปบนเนินซูซอน เฮ้ย!!! หรือว่าป้ามารอฉัน! หันซ้ายหันขวาก็ไม่เห็นใคร ป้ามารอเราแน่ๆ ป้าคงเห็นตั้งแต่อินี่ปีนขึ้นเนินมืดๆ แล้ว ป้าเป็นห่วงเลยอ้อมมาดักอีกทางหนึ่ง (เรอะ ?!) เฮ้ย!!! ป้าใจดีขนาดนี้เลยเหรอ ?!

 

- อารมณ์ตอนนี้มันเป็นอะไรที่ซึ้งมาก ประมาณว่าอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ยังมีคนเป็นห่วง ระหว่างทางป้าก็พยายามชวนคุย แง๊!! ได้แต่บอกว่าว่า หนูไม่ใช่ Korean people นะคะ Thank you very much น้า~~~ (ป้าไม่ฟังเลย หนูไม่ใช่คนเกาหลีเฟร้ย!) จนไม่พูดตอบป้าก็เงียบไปเอง เป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดแต่ปลาบปลื้ม เราแยกกันตรงหน้าโรงแรม Westin  

 

- คนเกาหลีจะ Friendly มาก พอรู้ว่าเราเป็นคนต่างชาติจะเอ็นดูเป็นพิเศษ ตอนขึ้นวัด Beomoesa ก็เหมือนกัน มีลุงที่พูดภาษาอังกฤษได้มาถามว่ามาจากไหนกันนี่คณะนี้ Indonesia เหรอ ? เลยได้คุยซักถามประวัติกัน (ฮา!) ลุงก็ไม่ใช่คน Busan แต่ก็มาอยู่จนแก่ไม่คิดจะย้ายไปไหน เดิน 3 กิโลขึ้นลงเขาทุกอาทิตย์

 

- วันหนึ่ง (วันที่ได้กลับก่อนพระอาทิตย์ตกดินนั่นแหละ) ไปกินข้าวโดยไม่พาน้องล่ามไปด้วย การสั่งอาหารในบริเวณที่ไม่ใช่ Tourist area (ความจริงเป็นแหล่งท่องเที่ยวคนญี่ปุ่นเป็นหลัก) ทำให้ทุลักทุเลในการสั่งอาหารไม่น้อย เราเพิ่งรู้ว่าที่เกาหลีการสั่งอาหารไม่ได้สั่งเป็นจานๆ สมุมติว่ามา 4 คน สั่ง 4 ที่ไม่ได้เสริฟ์ 4 จานนะคะ มา 1 จานนั่นแหละแต่คำนวณแล้วว่ากินได้ 4 คนให้มาแบ่งกันกินเอาเอง งานนี้พอเรานั่งโต๊ะเป็นร้านหมูย่าง Jeju เราก็สั่งเนื้อท้อง เนื้อคอ อย่างละ 1 จาน ชี้แล้วก็ทำนิ้ว 1 แต่ละรายการ เจ้าของร้านก็งงๆ เน้นเราว่า 2 ดีกว่า ชูนิ้ว 2 เข้าใส่ ตอนนั้นเราก็นึกว่าจะสั่งอย่างละ 2 ทำไมวะ !? แค่อย่างละจานก็พอถมถืดแล้ว ก็ชูนิ้ว 1 เข้าใส่ สู้กันด้วยนิ้วสักพักจนเจ้าของร้านยอมตามเราแบบงงๆ จากไป พอยกมาเสริฟ์นี่สิ เราเป็นฝ่ายงง ทำไมยกมาจานเดียวฟร่ะ! กลายเป็นว่าเค้าเอาเนื้อท้องและเนื้อคอที่เราสั่งอย่างละ 1 จาน ลดส่วนลงอย่างละครึ่งจานใส่รวมกันมา 1 จานเล็กขนาดเสริ์ฟ 1 ที่ อ้าววววววววววววววววววว ..... แต่เรื่องนี้ใช้เวลาพักใหญ่ๆกว่าเราจะเข้าใจฟร่ะ! (ต้องสั่งเพิ่มอีกจานนั่นแหละ!)

 

- สั่งหมูสั่งได้ แต่เผอิญอยากได้เครื่องเคียงเพิ่ม เช่น ข้าวกับน้ำแกง กระเทียม พริก ฯลฯ เอาละสิ ทำไงดี ?! พยายามสั่งข้าวกันสุดฤทธิ์ ฉัน “Rice!” เถ้าแก่ทำหน้างง “โกฮังๆๆๆ” เถ้าแก่ทำหน้าเกท แต่น้ำแกงทำไงดีโว้ย! ในที่สุดต้องยกขึ้นชี้ชุดข้าวและน้ำแกงโต๊ะข้างๆ ยังไม่รวมพวกพริกและกระเทียม ผักที่ขอเพิ่มอีกวุ่นวาย เล่นใบ้คำกันสนุก พอไปเชคบิลดันขอบคุณ “อาริกาโตะโกไซมัส!!” อ้าว! เฮ้ย! เราไม่ใช่ญี่ปุ่นนะเถ้าแก่

 

- สั่งข้าว ก็จะต้องมาพร้อมน้ำแกง บ้างร้านน้ำแกงเหมือนแกงไตปลา คือ น้ำดำข้น กลิ่นก็ใช่ ใส่หัวไชเท้า เต้าหู้ และเนื้อปลามา แถมเผ็ด!

 

- เครื่องเคียงอาหารเกาหลีจานไหนก็ไม่กลุ้มใจเท่าหอยแมลงภู่ต้ม (Blue Mussels) ต้มมาให้แกะกินเฉยๆแบบนั้นแหละ เนื้อไม่ได้หวานอะไรอะไรเป็นพิเศษ ใครไป Busan กรุณาพกน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บๆไปด้วย จานนี้จะทรงคุณค่าอีกมาก (ถ้าจะให้ดีไปคราวหน้าสอนคน Busan ทำน้ำจิ้มซีฟู้ดจะดีกว่า!)

 

 

- นั่งๆนอนๆดู TV เกาหลีอยู่หลายวัน มีรายการ Reality ตา-ยายแบบเกาหลี๊เกาหลีน่ารักๆ ให้ดูทุกเช้า ดูมาตั้งนานยังไม่เคยเจอข่าวเช้าปล้น จี้ ฆ่า สยดสยอง แต่การเซนเซอร์เข้มข้นพอๆกับ TV9 บ้านเรา ตัวอย่างเช่น รายการทีวีหนึ่งเป็นรายการฮาๆ ประเภทจัดอันดับโฆษณาฮาๆ ของต่างประเทศ มีโฆษณาหนึ่งเป็นโฆษณาคล้ายเน้นหน้าอกหน้าใจของนางแบบหุ่นสบึม แต่ขอโทษเบลอนมนางแบบหมดทุกช็อต นอนดูอยู่งงๆว่ากูยังอยู่ในเมืองไทยอยู่ใช่ไหมนี่ ?! แต่อีกใจหนึ่งก็นึกดีใจว่าบ้านเราก็ไม่เต่าล้านปีนะว้อย!

 

- ตอนกลางคืนสัก 4 – 5 ทุ่มมีละครให้ดูเกือบทุกช่อง รวมทั้งละครกู้ชาติเกาหลีที่คนไทยนิยม แต่รายการทีวีของเกาหลีต่างจากบ้านเราตรงที่ ฉายละครยาวจนจบ แล้วฟาดโฆษณาก่อนเริ่มรายการถัดไปประมาณ 20 นาที (เป็นโอกาสอันดีที่คนดูจะได้ลุกไปเข้าห้องน้ำ ทำกับข้าว ฯลฯ)

 

- โฆษณา 4G กำลังฮิต ส่วนใหญ่จะแข่งกันประเภทเน้นความเร็วเทพ และแสดงภาพ 3G ว่าช่างช้าเต่า เฮ้ย!! คล้ายๆโฆษณา 3G บ้านเราตอนนี้เลย (แสดงว่ายังไง 3G ก็ช้าหรือว่ะ ?!)

 

- เกาหลีเป็นประเภทที่ขึ้นชื่อว่าระบบ Internet ดีที่สุดในโลก แต่ Wifi โคตรกากส์!! Busan City โม้ว่ามีจุด Free Wifi ตั้งแต่ไปอยู่สอยสัญญาณไม่เคยได้

 

- โฆษณาตู้เย็นเก็บกิมจิโดยเฉพาะ อิ๊งอ๊างตรงที่เอา 2 หนุ่มมาโฆษณาประมาณหนุ่มหนึ่งเสน่ห์ปลายจวัก ทำกิมจิเสริฟ์อีกหนุ่มหนึ่งที่กินเข้าไปแล้วตาหวานใสปิ๊งใส่ไอ้หนุ่มทำกิมจิ แล้วทั้ง 2 ก็แฮปปี้กินเข้าด้วยกัน เอร๊ย!! อะไรจะ Y ขนาดนั้น!

ยามเช้าที่ทะเล Busan ฝั่งโน้นคือญี่ปุ่น (นั่งเรืออีก 1 วัน ^^")

พื้นถนนที่ Haeundae

สถานีรถไฟ Haeundae รถไฟใต้ดินที่ Busan มีอยู่ประมาณ 4 สาย คือ สีส้ม สีเขียว สีม่วง และสีน้ำเงิน เวลาเปลี่ยนสายเสียเงินเพิ่มอีกนิดหน่อย ส่วนใหญ่จะซื้อบัตรเติมเงินคล้ายๆพวงกุญแจเล็กๆไว้แตะใช้บริการกันมากกว่า

ในสถานีรถไฟใต้ดิน ของขายเยอะแยะเหมือนตลาดนัด

ถ่ายมาเป็นหลักฐานเพราะม่าม๊าฝากซื้อเสื้อกันหนาวเกาหลี แต่หาซื้อยากมาก เพราะวัยป้าๆที่เกาหลีเค้าฮิตลายเสือ และวิ๊งๆๆๆๆ ซื้อไปแม่ฉันไม่ใส่ชัวร์! ป้าๆที่นี่แต่งตัวเปรี้ยวมาก

ตั้งชื่ออาหารจานนี้ว่า "บิบิมบับหัวใจสลาย" อุตส่าห์ถ่อมากินถึงเกาหลี ร้านก็เกาหลี๊~~เกาหลี แต่ด้วยความหวังดีเกินเหตุของน้องล่ามและเจ้าของร้าน เห็นเราเป็นชาวต่างชาติ แทนที่จะตอกไข่ดิบให้เรา โปะไข่ดาวมากลายเป็นบิบิมบับไข่ดาว!!! กล้ำกลืนฝืนกินเพราะมีผู้ใหญ่ไปด้วย จะมางอแงเป็นเด็กๆไม่ได้! 

ฤดูใบไม้ร่วง ลูกพลับสุกทั่วไปหมด เห็นแล้วก็สวยดี

ที่ APEC Hill องค์หญิงที่เป็นชาวเลมานั่งทำสวยเมื่อคิดถึงบ้าน ไม่ใช่นางเงือกนะคะ เธอเป็นชาวทะเล (มีขาไม่ใช่ครีบ)

ความมืดมิดของเนิน APEC ที่ฉันไปหลงทางมา เค้าทำทางเดินไว้วนๆรอบๆเนินติดหน้าผา

ป้ายห้ามปลากินเบ็ดคนตกปลา เอ๊ย!! ไม่ใช่ ห้ามตกปลาแถวนี้ เพราะคลื่นลมแรง แต่วันที่ไปก็มีคนปีนลงไปตกปลาอยู่ดี (มืดแล้วด้วยนั่น)

ประภารคารที่เนิน APEC เห็นวิวที่สวยที่สุดของ Busan

อควาเรียมยามค่ำคืน ฉลามแอบน่ากลัว เคยนั่งแท๊กซี่ แล้วเค้าไม่เข้าใจสำเนียงของเราว่า Haeundae!! พาเราหลงซะ พอบอก "อวาเรียม" ร้องอ๋อเลย

วิวที่สวยที่่สุดของ Busan กับกล้องกากๆ

ป่าสึบากิที่ทำให้เราลุ่มหลง(ทาง)

เหมือนศาลเจ้าเมื่อเดินมาจนถึงยอดเนิน สุดทางป่าสึบากิ

มืดจัด กล้องมือถือถ่ายได้แค่นี้ กษัตริย์อะไร ?! อ่านไม่ออก มีป้ายจารึกด้านหลังด้วย อารมณ์นี้น่าถูกผีหลอก แต่ไม่กลัวผี กลัวคน!

งานนิทรรศการ หน้าตาประมาณนี้ เห็นธงไทยไหมคะ ? (^^)

น้ำปลาเกาหลีที่ทำแพคเกจได้สุดไฮโซราวกับไวน์ชั้นดี

ดอกไม้แสดงความยินดีที่เปิดงาน

เด็กตัวจิ๋วที่ถูกเกณฑ์มาดูงาน

ไปดูปะการังเทียม!

ก็ได้แวะหมู่บ้านชาวประมง เฮ้ย!!! นึกว่าเดินอยู่แถวระยองบ้านแพ!! นอกจากมีน้ำปลาขายแล้ว มีปลาร้าปลาหมักด้วย!

ของแห้งในแบบเกาหลีแท้ๆๆๆๆๆ

คนขายที่ออกจะเกาหลี๊~~เกาหลี

ร้านอาหารที่ไม่รู้เป็นญาติฝ่ายไหนกับเครยอนชินจัง ทั้งร้านประดับตกแต่งด้วยภาพจากการ์ตูนเรื่องชินจัง! (อาหารอร่อยม๊าก!! แต่แพง! มิน่าคนน้อย....)

พรุ่งนี้ไปตลาดปลา Jagalchi กันจ้า!! (พยายามบีบให้จบภายใน 3 ตอน!)

Comment

Comment:

Tweet

น่าสนใจมากๆเลยค่ะ จากที่ได้อ่านทำให้รู้สึกว่าการที่ได้เจอสถานที่สวยๆ กับความประทับใจดีๆ ทำให้การไปเที่ยวมีความสุข+สนุกเพิ่มขึ้นนะคะbig smile เพราะบางทีเมื่อเจอคนใจดี ในสถานการณ์ไม่คาดคิด ก็ทำให้กลายเป็นความทรงจำที่ดีๆได้เหมือนกัน

#4 By Kamo on 2012-01-14 23:17

น่าสนุกมากเลยค่ะ อ่านแล้วอยากไปเกาหลีเลย

การหลงทางเป็นอะไรที่สนุกนะ เราไม่รู้สึกแย่ที่หลงทาง(ยกเว้นเวลารีบ) เพราะมันทำให้เราได้เจออะไรแปลกๆที่น่าตื่นตา ยิ่งถ้าเจอเรื่องดีๆอย่างคุณป้าคนนั้นที่มารอยิ่งน่าประทับใจค่ะ

เล่าได้สนุกมากเลยค่ะ แต่ที่คิดได้อย่างนึงคือ ถ้าได้ไปเกาหลี เราคงต้องจัดเต็มเหมือนกัน เดี๋ยวแพ้สาวๆที่นั่น 55+

#3 By kuwa[R]i... on 2011-12-28 12:17

เล่าได้สนุกมากเลยแอบฮาไป

-บิบิมบับ ตอนไปได้ไข่ดาวสุกโปะเหมือนกัน sad smile ไกด์เค้าบอกว่าคนไทยไปเยอะพอเห็นคนไทยปุ๊ปก็จัดการเป็นไข่ดาวหมดเลย กลัวท้องเสียประมาณนั้น (น่าจะเพราะทัวร์ไทยยุคแรกๆที่ไปแหละ เดาเอา)

-คนเกาหลีที่เจอก็ใจดีเหมือนกัน เลยเปลี่ยนทัศนคติ จากที่เคยเห็นพวกที่เขียนด่าๆในเว็บเมืองไทยไปเลย

-ดีๆที่เจอก็ ทั้งไกด์เกาหลีเอาใจใส่ทัวร์มากเต็มที่สุดๆ คนเกาหลีเอาเปรียบอย่างจอดรถ หรือไรเล็กๆน้อยๆ แกก็ไปเถียงให้อีกแหนะ

-ป้าๆลุงๆในร้านอาหารเกาหลี เห็นเราสองพี่น้องนั่งสั่งอาหาร ก็พยายามทนฟังใบ้คำ คนไหนฟังอังกฤษไม่ออกก็ไปหามาจนหมดร้านเพื่อฟังที่เราพูด สุดยอดเอาใจใส่อะ (ตอนแอบไปเข้าร้านโดยแยกกลับกรุ๊ปทัวร์ที่ขึ้นเขาไหว้พระเพราะเดินไม่ไหว)

-ไกด์ชาวไทยเขาบอกว่าคนเกาหลีจะทำตามกฏระเบียบมากถ้าอยู่ในประเทศเค้าเอง แต่ถ้าออกนอกประเทศอีกเรื่อง sad smile ที่ไม่ดีคือในเครื่องบินคนเกาหลีที่นั่งใกล้ๆข้างหน้า เล่นเมาจนนอนหลับบนพื้นเครื่องบินจนถึงสนามบินเลย ให้สจ๊วตไปปลุก ตื่นไปนั่งแป๊ปก็มาเมาอยู่พื้นอีกละ

จากเหตุการณ์ที่เจอทั้งหมดconfused smileเราว่าอย่ามองคนประเทศไหนเหมารวมหรืออคติเกินไป เพราะฟังมาจากเขาเล่าว่า.......ยิ่งเขาเล่าว่าจากในเน็ตแล้ว ไม่เคยไปเหยียบประเทศเขาแต่ฟังต่อๆมาอีกที

#2 By kisara yui on 2011-12-23 17:46

เล่าได้เห็นภาพมากๆเลย ชักอยากลองไปเกาหลีบ้างซะแล้ว

#1 By fafner on 2011-12-23 00:11